ในโลกของตลาดการเงินมีระบบต่างๆ มากมายที่ช่วยให้เทรดเดอร์ตัดสินใจทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในนั้นคือกลยุทธ์ «การผสมผสาน» — วิธีการที่อิงจากสัญญาณของออสซิลเลเตอร์ยอดนิยม 2 ตัว ได้แก่ MACD และ RSI กลยุทธ์นี้ไม่เพียงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคหลายชนิดร่วมกัน แต่ยังช่วยให้เทรดเดอร์ชดเชยข้อบกพร่องของแต่ละตัวชี้วัดได้อีกด้วย
ควรกล่าวไว้ก่อนว่า Moving Average Convergence Divergence (MACD) และ Relative Strength Index (RSI) คือ ตัวชี้วัดระดับตำนานโดยไม่เกินจริง ที่ถูกใช้งานโดยเทรดเดอร์นับล้านทั่วโลก
MACD ช่วยวัดความแข็งแกร่งของการเคลื่อนไหวปัจจุบันในตลาด โดยแสดงความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ มีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน: เส้นศูนย์ ฮิสโตแกรม และเส้นสัญญาณ
RSI ใช้ประเมินความแข็งแกร่งของเทรนด์ และแกว่งตัวรอบระดับ 50 ช่วยให้เทรดเดอร์ระบุได้ว่าตลาดอยู่ในภาวะ ซื้อมากเกินไป (overbought) หรือ ขายมากเกินไป (oversold)
เครื่องมือทั้งสองนี้เป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มเทรดส่วนใหญ่ รวมถึง Pocket Option ทำให้เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้พัฒนาภายนอก
การเตรียมพื้นที่ทำงาน
การตั้งค่าพารามิเตอร์สำหรับเทรดด้วยกลยุทธ์ «การผสมผสาน» ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น เพื่อปรับพื้นที่ทำงานให้เหมาะกับวิธีการนี้ ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้:
- เปิดกราฟของ สินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง
- ตั้งค่ากราฟแท่งเทียนที่ ไทม์เฟรม 1 นาที (M1)
- เพิ่มทั้งสองตัวชี้วัด: MACD และ RSI
หมายเหตุเกี่ยวกับความผันผวน: สินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงจะแสดงลักษณะดังนี้บนกราฟ: การแกว่งตัวชัดเจน แท่งเทียนมีตัวใหญ่ และมีแท่งเทียนไร้ตัว (doji) ค่อนข้างน้อย ความผันผวนสามารถประเมินได้ด้วยสายตาโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือเสริม ซึ่งช่วยให้กระบวนการวิเคราะห์เรียบง่ายขึ้น
การตั้งค่าตัวชี้วัด:
- MACD: ใช้ค่าเริ่มต้น (default)
- RSI: ตั้งค่าช่วงเวลาเป็น 14 และเปิดใช้งาน เส้นกึ่งกลางที่ระดับ 50 (สามารถลบระดับ overbought/oversold ออกได้)
อย่างที่กล่าวไปแล้ว:
- MACD ทำหน้าที่เป็นออสซิลเลเตอร์ที่ชี้ให้เห็นระดับความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ และประเมินความแข็งแกร่งของการเคลื่อนไหวปัจจุบัน ฮิสโตแกรมแสดงความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 ค่า ส่วนเส้นสัญญาณช่วยระบุจังหวะเข้า-ออกตลาด
- RSI ใช้ประเมินความแข็งแกร่งของเทรนด์ มีเส้นสัญญาณเส้นเดียวที่แกว่งตัวเหนือหรือใต้ระดับ 50 หาก RSI อยู่เหนือ 50 แสดงถึงเทรนด์ขาขึ้น หาก ต่ำกว่า 50 แสดงถึงเทรนด์ขาลง
วิธีการเทรดด้วยกลยุทธ์ «การผสมผสาน»
การเทรดออปชันด้วยระบบเทรดแบบนี้อิงจาก สัญญาณหลักจากทั้งสองตัวชี้วัดพร้อมกัน
สำหรับ MACD สัญญาณสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ เส้นสัญญาณหลุดออกจากพื้นที่ฮิสโตแกรม:
- หากเส้นสัญญาณหลุดจาก ส่วนบนของกราฟ (เหนือเส้นศูนย์) อาจบ่งชี้ถึงศักยภาพของ แรงดันขาลง
- ในทางตรงกันข้าม หากเส้นสัญญาณหลุดจาก ส่วนล่างของฮิสโตแกรม (ใต้เส้นศูนย์) อาจส่งสัญญาณถึง การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของราคา
ส่วน RSI ประเมินความแข็งแกร่งของการเคลื่อนไหวปัจจุบันโดยอยู่ เหนือระดับ 50 (การเคลื่อนไหวขาขึ้น) หรือ ใต้ระดับ 50 (การเคลื่อนไหวขาลง) จากนั้นจึงรวมเป็นวิธีการซื้อสัญญาที่สอดคล้องกัน
เงื่อนไขการซื้อสัญญา CALL:
- เส้นสัญญาณของ MACD หลุดออกจากพื้นที่ฮิสโตแกรม ใต้ระดับศูนย์
- และ RSI อยู่ เหนือระดับ 50 และกำลังชี้ขึ้น

เงื่อนไขการซื้อสัญญา PUT:
- เส้นสัญญาณของ MACD หลุดออกจากพื้นที่ฮิสโตแกรม เหนือระดับศูนย์
- และ RSI อยู่ ใต้ระดับ 50 และกำลังลดลง

ระยะเวลาหมดอายุ (Expiry): ตั้งค่าให้เท่ากับระยะเวลาการก่อตัวของ 2 แท่งเทียน (นั่นคือ 2 นาที บนกราฟ M1)
สรุป
การนำระบบ «การผสมผสาน» มาใช้ในการเทรดออปชันไบนารีมอบวิธีการที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพ ซึ่งใช้การเปรียบเทียบสัญญาณจากตัวชี้วัดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย 2 ตัว กลยุทธ์นี้ช่วยให้เทรดเดอร์ตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล และลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเทรดในตลาดการเงินให้ต่ำที่สุด

